ต้นทุนขึ้นทีไร ธุรกิจเล็กเจ็บก่อนเสมอครับ วัสดุแพงขึ้น ค่าแรงสูงขึ้น ค่าโฆษณาเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายกลับขยับยาก พอฝืนขายราคาเดิม กำไรก็บางลงเรื่อย ๆ แบบไม่รู้ตัว วิธีแก้ที่ยั่งยืนคือเลิกตั้งราคาแบบ “ก้อนเดียวจบ” แล้วเปลี่ยนเป็นการคิดราคาแบบมีตัวแปร คือทำให้ราคาขยับตามเงื่อนไขที่ทำให้งานหนักขึ้น หรือต้นทุนสูงขึ้นอย่างแฟร์ ลูกค้าก็เข้าใจง่าย เพราะมันไม่ใช่การขึ้นราคาลอย ๆ แต่เป็นระบบที่ชัดครับ
แยกราคาเป็น 2 ส่วนฐาน + ตัวแปร แล้วคุณจะคุมกำไรได้ ราคาฐานคือส่วนที่ครอบคลุมงานมาตรฐานที่คุณทำซ้ำได้ครับ ส่วนตัวแปรคือสิ่งที่ทำให้งานหนักขึ้นหรือเสี่ยงขึ้น เช่น งานด่วน งานเพิ่มชิ้น งานแก้เพิ่ม หรือความซับซ้อนเฉพาะเคส พอแยกแบบนี้ คุณไม่ต้องขึ้นราคาเหมารวมทุกคน แต่เก็บเพิ่มเฉพาะคนที่ต้องการมากขึ้น กำไรจึงไม่โดนต้นทุนกัดโดยไม่รู้ตัว และลูกค้ารู้สึกแฟร์ เพราะเขาเลือกได้ครับ
ตั้งตัวแปรจาก “สิ่งที่กินเวลา” และ “สิ่งที่เพิ่มความเสี่ยง” ไม่ใช่ตั้งตามใจ
ตัวแปรที่ดีควรผูกกับสิ่งที่ทำให้ต้นทุนขึ้นจริงครับ เช่น ระยะเวลาเร่งด่วน จำนวนรอบแก้ จำนวนชิ้นงาน ปริมาณงานเพิ่ม หรือความต้องการดูแลใกล้ชิด เมื่อคุณตั้งตัวแปรจากสิ่งที่วัดได้ ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าคุณบวกมั่ว และทีมก็ทำงานง่ายขึ้น เพราะทุกคนใช้กติกาเดียวกัน ไม่ต้องต่อรองสดทุกเคส
ตัวแปรที่ใช้บ่อยและลูกค้าเข้าใจง่าย
- งานเร่งด่วน
- เพิ่มขอบเขต/เพิ่มชิ้นงาน
- เพิ่มรอบแก้
- งานนอกเวลา/ประชุมเพิ่ม
- ความซับซ้อนเฉพาะเคส
ทำให้ลูกค้ายอมรับราคาแบบมีตัวแปร ด้วยการสื่อสารให้ชัดตั้งแต่ต้น จุดที่ทำให้ดราม่าคือการบอกทีหลังครับ ให้สื่อสารตั้งแต่ก่อนเริ่มงานว่าแพ็กฐานรวมอะไร ไม่รวมอะไร และตัวแปรจะคิดเพิ่มเมื่อเกิดอะไร พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น “ถ้าต้องจบใน 48 ชั่วโมง จะมีค่าเร่งด่วน” หรือ “ถ้าต้องเพิ่มชิ้นงาน จะคิดเพิ่มต่อชิ้น” พอทุกอย่างชัด ลูกค้าจะไม่รู้สึกโดนบวก และคุณก็กันกำไรรั่วได้จริงครับ
วิธีคิดราคาแบบมีตัวแปรเพื่อกันต้นทุนขึ้นกัดกำไร คือแยกราคาเป็นฐาน + ตัวแปร ตั้งตัวแปรจากสิ่งที่กินเวลาและเพิ่มความเสี่ยง และสื่อสารเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่ต้นครับ เมื่อราคาเป็นระบบ คุณจะไม่ต้องขึ้นราคาแบบลอย ๆ แต่ยังคุมกำไรได้แม้ต้นทุนขึ้น ลูกค้าก็เลือกได้แบบแฟร์ และธุรกิจจะโตได้โดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงไว้คนเดียวครับ
